จากภูมิปัญญาหนองคอนไทยสู่นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ "AURA Model"
- Suriyanon Pholsim

- Nov 7
- 2 min read
Updated: Nov 7
ในฐานะอาจารย์ผู้สอน ผมได้ประเมินรายงานโครงการของนักศึกษามาแล้วนับไม่ถ้วน แต่มีเพียงไม่กี่ฉบับเท่านั้นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นงานวิชาการในห้องเรียนไปสู่มาตรฐานที่ผมตั้งไว้เป็นเกณฑ์สูงสุด หรือที่นักศึกษารู้จักกันในนาม "Suri Standard" ซึ่งมิใช่เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองคุณภาพเชิงทฤษฎี แต่คือการการันตีว่ารายงานฉบับนั้นมีความเป็นเลิศในมิติของ "ความสามารถในการนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ได้จริง"
วันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ที่มีรายงานของนักศึกษากลุ่ม "ชายไม่จริงหญิงไม่แท้" สามารถผ่านมาตรฐานอันเข้มข้นนี้ได้สำเร็จ โดยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ในรายวิชานโยบายสาธารณะและวิชาการประเมินผลนโยบาย ปีการศึกษา 2568 ที่ผมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก กลุ่มนี้ได้เสนอนโยบายและแผนกลยุทธ์ "AURA MODEL" โดยมีพื้นที่กรณีศึกษาคือ ตำบลหนองคอนไทย อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ดังนั้น บทความที่นำเสนอในวันนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ ชื่นชม และถอดรหัสให้เห็นว่าอะไรคือจุดเด่นที่แตกต่าง และเหตุใดรายงานฉบับนี้จึงได้รับมาตรฐาน Suri Standard อันทรงเกียรตินี้
แต่ก่อนจะไปดูผลงานของนักศึกษา เชิญทุกท่านแวะรับชม "ละครคุณธรรม" ของกลุ่มนี้กันก่อนดีกว่า....

1. จุดเริ่มต้นที่แตกต่าง: เมื่อการวิเคราะห์ไม่ได้จบแค่ SWOT
โดยทั่วไปแล้ว การวิเคราะห์กลยุทธ์ในรายงานของนักศึกษาส่วนใหญ่ในรายวิชารุ่นนี้ (ปีการศึกษา 2568 นี้) มักสิ้นสุดที่การทำ Area-based SWOT Analysis หรือการสร้าง TOWS Matrix ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญ แต่บ่อยครั้งกลับกลายเป็นการระบุจุดแข็ง-จุดอ่อนตามความรู้สึก มากกว่าจะอิงอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่รายงานฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่จุดเริ่มต้น นักศึกษาได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของ อบต.หนองคอนไทยอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ไล่เรียงตั้งแต่ข้อมูลเชิงกายภาพ, การเมืองการปกครอง, ประชากร, สังคม, และเศรษฐกิจ จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกด้วยกรอบ STEEPI (Social, Technological, Economic, Environmental, Political, International) การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกที่เข้มข้นนี้เองที่ยกระดับการทำ SWOT ในขั้นตอนถัดไป ช่วยป้องกันข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในงานวิชาการ นั่นคือการทำ SWOT แบบอัตวิสัย (Subjective SWOT) และทำให้จุดแข็ง-จุดอ่อนที่ระบุขึ้นนั้นตั้งอยู่บนบริบทของแนวโน้มและภัยคุกคามภายนอกที่จับต้องได้อย่างแท้จริง


2. หัวใจของความเป็นมืออาชีพ กระบวนการแปลงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติที่วัดผลได้
ความยอดเยี่ยมของรายงานฉบับนี้ปรากฏชัดในกระบวนการนำผลการวิเคราะห์พื้นฐาน มาพัฒนาต่อยอดด้วยเครื่องมือการวางแผนกลยุทธ์ขั้นสูงอย่างเป็นระบบและครบวงจร นักศึกษากลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ลึกซึ้ง โดยไม่ได้มองเครื่องมือเหล่านี้เป็นแบบฝึกหัดที่แยกส่วนกัน แต่ได้ร้อยเรียงมันขึ้นเป็นสายโซ่แห่งการขับเคลื่อนกลยุทธ์ (Causal Chain of Strategic Execution) ที่สมบูรณ์และไม่ขาดตอน
1. วิสัยทัศน์และพันธกิจที่คมคาย จากการสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด นักศึกษาได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่มีทิศทางชัดเจนว่า "มุ่งพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างอัตลักษณ์โดดเด่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัล เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน" ซึ่งสะท้อนถึงเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการบรรลุ
2. มีการจัดทำแผนที่กลยุทธ์ (Strategy Map) และ CILF Matrix นักศึกษาได้ใช้เครื่องมือ CILF Matrix ในการจัดโครงสร้างวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ภายใต้มุมมองที่สมดุล 4 ด้าน ได้แก่ ผู้รับบริการ (Customer), กระบวนการภายใน (Internal), การเรียนรู้และพัฒนา (Learning & Growth), และการเงิน (Financial) ซึ่งวัตถุประสงค์ที่เชื่อมโยงกันเป็นเหตุเป็นผลเหล่านี้ ได้ถูกนำมาแสดงให้เห็นภาพอย่างชัดเจนผ่านแผนที่กลยุทธ์ (Strategy Map)
3. Balanced Scorecard (BSC) ตัวชี้วัดสู่ความสำเร็จ ณ จุดนี้เองคือตัวชี้ขาดที่ยกระดับรายงานฉบับนี้สู่มาตรฐานระดับมืออาชีพ นักศึกษาสามารถแปลงวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นตัวชี้วัด (KPI) และค่าเป้าหมาย (Target) ที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้จริง ตัวอย่างที่น่าประทับใจ เช่น ด้านการเงินและการตลาด ตั้งเป้าหมาย "มูลค่ารายได้จากการขายออนไลน์ ≥ 500,000 บาท/ปี" หรือ ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร กำหนดเป้าหมาย "ผู้สูงอายุที่ผ่านการอบรมดิจิทัล มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 70"
4. จัดทำแผนการดำเนินงาน (Roadmap) เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์จะเกิดขึ้นได้จริง นักศึกษายังได้จัดทำ Roadmap ที่แสดงลำดับขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจนตามกรอบเวลา สิ่งนี้คือโซ่ข้อสุดท้ายที่เชื่อมโยงเจตนารมณ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Intent) ไปสู่การปฏิบัติการที่เป็นจริง (Operational Reality)
ไฟล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง


3. นวัตกรรมเชิงนโยบาย "AURA MODEL"
"AURA MODEL" ไม่ใช่แนวคิดที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นโซลูชันเชิงสังเคราะห์อันชาญฉลาด (Elegant, Synthesized Solution) ที่ตกผลึกขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหาและโอกาสที่ถูกขุดค้นพบในขั้นตอนการวิเคราะห์ช่วงแรกอย่างตรงจุด โดยมีที่มาจากการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่เป็นระบบ องค์ประกอบแต่ละส่วนของโมเดลจึงเป็นการตอบสนองเชิงกลยุทธ์โดยตรง ดังนี้
A – Ancestral Wisdom (ภูมิปัญญาบรรพชน) องค์ประกอบนี้เป็นการใช้ประโยชน์จาก จุดแข็ง (Strength) หลักที่ระบุไว้ในการวิเคราะห์ SWOT นั่นคือมรดกทางภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นในการทอผ้าขิดและผ้าขาวม้า
U – Unique OTOP (เอกลักษณ์สินค้า OTOP) คือการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นให้แก่ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าทางการตลาด
R – Revive with Technology (การฟื้นฟูด้วยเทคโนโลยี) นี่คือการตอบสนองเชิงกลยุทธ์โดยตรงต่อ จุดอ่อน (Weakness) และ ภัยคุกคาม (Threat) ที่สำคัญ นั่นคือการขาดช่องทางการเข้าถึงตลาดสมัยใหม่และความเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ในการแข่งขันกับชุมชนอื่นที่ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลไปแล้ว
A – Advance Economy (เศรษฐกิจก้าวหน้า) การมุ่งเป้าไปที่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน
สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งคือนักศึกษาได้แสดงให้เห็นถึงความเฉียบแหลมเชิงกลยุทธ์ ด้วยการวางตำแหน่งโมเดลระดับท้องถิ่นของตนเองไว้ภายในสถาปัตยกรรมเชิงนโยบายที่กว้างกว่าได้อย่างสมบูรณ์ โดยเชื่อมโยง AURA MODEL เข้ากับนโยบายระดับชาติ (ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs, และนโยบาย BCG Economy) และที่สำคัญ กลุ่มนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจพื้นที่อย่างถ่องแท้ด้วยการเชื่อมโยงแผนระดับต่าง ๆ เข้ากับ แผนยุทธศาสตร์ของ อบต.หนองคอนไทย การจัดวางนโยบายในหลากหลายระดับเช่นนี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้าใจในภาพใหญ่อย่างแท้จริง

4. การประเมินความคุ้มค่า ขั้นตอนสุดท้ายที่พิสูจน์ความเป็นมืออาชีพ
นักศึกษากลุ่มนี้ไม่ได้จบแค่การนำเสนอแผน แต่ยังได้ทำการประเมินผลกระทบของนโยบายล่วงหน้า (Ex-ante Evaluation) เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าข้อเสนอของพวกเขานั้นสามารถสร้างประโยชน์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนได้จริง โดย
การวิเคราะห์ผลประโยชน์และต้นทุน (Cost-Benefit Analysis - CBA) ผลการวิเคราะห์พบว่าโครงการมี อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (BCR) เท่ากับ 2.08 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเชิงบวกที่แข็งแกร่ง บ่งชี้ว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับนั้นมีมูลค่ามากกว่าสองเท่าของเงินลงทุน หรืออธิบายง่าย ๆ ได้ว่า "ทุก 1 บาทที่ลงทุนไป จะสร้างผลประโยชน์กลับคืนมาสู่ชุมชนได้ถึง 2.08 บาท"
การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิผล (Cost-Effectiveness Analysis - CEA) ที่สำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ได้หยุดแค่การพิสูจน์ความอยู่รอดทางการเงิน การวิเคราะห์ CEA ได้พิสูจน์สิ่งที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น นั่นคือ ในบรรดาทางเลือกต่างๆ ที่จะบรรลุเป้าหมายที่ไม่ใช่ตัวเงิน (การสร้างช่างฝีมือผู้สืบสานภูมิปัญญา) แนวทางของ AURA MODEL แบบเต็มรูปแบบคือทางเลือกที่ มีประสิทธิภาพ (Efficient) ที่สุดในการใช้เงินทุนสาธารณะ ด้วยต้นทุนเฉลี่ยเพียง 4,544 บาทต่อผู้ประกอบอาชีพหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าทางเลือกอื่นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ซับซ้อนในการประเมินผลโครงการในภาครัฐ

บทสรุป: จากห้องเรียนสู่โลกการทำงานจริง
เหตุผลที่รายงานฉบับ "AURA MODEL" สามารถผ่านมาตรฐาน "Suri Standard" ได้นั้น ไม่ได้เกิดจากความเป็นเลิศในเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่เกิดจาก การบูรณาการอย่างแนบสนิทไร้รอยต่อ (Seamless Integration) ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างลุ่มลึก การวางกลยุทธ์ที่เข้มข้น ไปจนถึงการตรวจสอบความถูกต้องเชิงประจักษ์ผ่านแบบจำลองทางการเงิน
นักศึกษากลุ่มนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขามีทักษะและความพร้อมที่ก้าวข้ามความเป็นนักศึกษาไปสู่ความเป็นมืออาชีพ และมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะก้าวไปเป็น "นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชิงกลยุทธ์" ที่มีคุณภาพได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา หรือพูดง่าย ๆ คือ "พร้อมทำงาน" เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผนได้ทันทีหลังเรียนจบ นั่นเอง
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษารุ่นต่อไปได้เห็นถึงมาตรฐานที่เป็นเลิศ และมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ "ไปถึง" หรือ "เกินกว่า" มาตรฐาน (new standard) ที่รุ่นพี่ทำไว้ให้ได้ในอนาคต
ภาพของชุมชนในต่างจังหวัดที่คนรุ่นใหม่ค่อย ๆ ทยอยย้ายออกไปทำงานในเมืองใหญ่ ทิ้งไว้เพียงผู้สูงวัยที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมเอาไว้ กลายเป็นฉากที่เราคุ้นเคยกันดี น่าเสียดายที่มรดกทางวัฒนธรรมหลายอย่างกำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา แต่เรื่องราวนี้กำลังจะเปลี่ยนไป
AURA MODEL หนองคอนไทยได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง "การอนุรักษ์ของเก่า" กับ "ความเจริญสมัยใหม่" เสมอไป แต่เราสามารถทำทั้งสองสิ่งไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว โมเดลนี้คือบทพิสูจน์ว่ารากเหง้าทางวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นสินทรัพย์อันล้ำค่าที่รอวันจะถูกนำมาเจียระไนให้เปล่งประกายในโลกยุคใหม่... แล้วในชุมชนของคุณ มี 'AURA' แบบไหนซ่อนอยู่ และรอวันที่จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา ?
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

















































Comments