ถอดบทเรียน "SAFE PLACE" : จากโครงการนักศึกษาสู่โมเดลนโยบายฟื้นฟูชุมชนชายแดนไทยอย่างยั่งยืน
- Suriyanon Pholsim

- Nov 6
- 2 min read
Updated: Nov 6
ในแวดวงวิชานโยบายสาธารณะ เรามักพบเห็นรายงานวิเคราะห์นโยบายของนักศึกษาได้ทั่วไป แต่มีเพียงไม่กี่ฉบับที่จะสามารถก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงรายงานส่วนหนึ่งในรายวิชาไปสู่การเป็น "เครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง" ให้กับคนในพื้นที่ นี่แหละคืออีกหนึ่งสิ่งที่คนสอนนโยบายสาธารณะคาดหวังเป็นอย่างมาก... รายงานของนักศึกษา COLA KKU ชั้นปีที่ 2 ในคอนเซป "SAFE PLACE" คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่หาได้ยากยิ่ง เป็นส่วนหนึ่งของวิชานโยบายสาธารณะและการประเมินผลนโยบาย ปีการศึกษา 2568 และเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งในประสบการณ์ของผมที่จะได้เห็นรายงานระดับปริญญาตรีที่ไม่เพียงแต่ผ่านมาตรฐาน "Suri Standard" แต่ยังเป็นพิมพ์เขียวอันทรงพลังให้กับน้อง ๆ นักศึกษารุ่นหลังในการเชื่อมช่องว่างระหว่างทฤษฎีทางวิชาการกับการปฏิบัติงานด้านนโยบายสาธารณะในพื้นที่จริง และขอชื่นชมกลุ่มนักศึกษา ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่ยังคงมีความสำคัญและสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมที่แท้จริงในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้
ก่อนจะไปรู้จักกับเนื้อหาในงานนี้ มาดูคอนเทนท์ของพวกเขาเหล่านี้กันก่อนดีกว่า....
“SAFE PLACE COLA KKU”
โครงการนี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นรอบด้าน ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และการศึกษา ต่อชุมชนบ้านสายโท 4 ใต้ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ไทย-กัมพูชา สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตึงเครียด ความกังวล และส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างรุนแรง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาและประเมินผลกระทบ ดานสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพจิตใจที่ประชาชนในพ้ืนท่ีบานสายโท 4 ใต ตําบลจันทบเพชร อําเภอบานกรวด จังหวัดบุรีรัมยท่ีไดผลกระทบจากเหตุการณความไมสงบ (2) เพ่ือพัฒนาให "SAFE PLACE COLA KKU" ไดสรางขวัญกําลังใจ บรรเทาความเดือดรอน และสงเสริมคุณภาพชีวิตประจําวันของชาวบาน (3) ศึกษาความตองการและแนวทางการพัฒนาการเรียนรูของนักเรียน เพ่ือพัฒนาดานการศึกษา สรางโอกาสทางเศรษฐกิจและอาชีพในระยะยาว (4) ผลักดัน SAFE PLACE COLA KKU สูการเปนนโยบายสาธารณะ ท่ี่สอดคลองกับแนวทาง "Learn to Earn" เพ่ือสงเสริมการเรียนรูเพ่ือสรางรายไดของชุมชนอยางย่ังยืน

จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ
1) ว่าด้วยกลยุทธ์การแทรกแซงและผลกระทบต่อชุมชน โดยทีมนักศึกษาได้เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผสมผสานกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เพื่อให้เข้าถึงบริบทและปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง การดำเนินงานเกิดเป็นกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมหลายอย่าง เช่น การเปิดศูนย์บำบัดทางจิตใจ "สายใจนี้ที่สายโท" เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ, การส่งเสริมอาชีพออนไลน์ผ่าน TikTok Shop เพื่อสร้างรายได้เสริม, และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน "ดอกไม้จากชายแดน" ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมจากลวดกำมะหยี่

2) ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้น โครงการสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่ชัดเจน โดยเฉพาะในการฟื้นฟูทุนทางสังคม (Social Capital) และการเยียวยาด้านจิตใจ ซึ่งได้รับการยืนยันจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่จำนวน 60 คน ที่พบว่า 73.33% รู้สึกมีความสุขและสงบสบายใจขึ้นหลังเข้าร่วมกิจกรรม 66.67% มองเห็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ และ 65.0% ได้รับความรู้ด้านความปลอดภัยและแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของชุมชนในขณะนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่คือความต้องการฟื้นฟูทางสังคมและจิตใจ ซึ่งโครงการนี้ตอบสนองได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) เบื้องต้นประเมินว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนมา 3 บาท (อัตราส่วน 3:1) ซึ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
สิ่งที่ทำให้รายงานฉบับนี้โดดเด่นเหนือรายงานทั่วไป คือความสามารถในการผสานความเข้มแข็งทางวิชาการเข้ากับการปฏิบัติจริงได้อย่างไร้รอยต่อ เป็นกลุ่มที่มีการนำวงจรนโยบายสาธารณะ (Public Policy Cycle) ไปทดลองใช้และเรียนรู้จริงได้อย่างครบทั้งวงจร อีกทั้ง ยังสร้าง impact ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยทั้ง การเยียวยาจิตใจ โดยจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยและกิจกรรมบำบัดทางจิตใจ "สายใจนี้ที่สายโท" มุ่งเน้น การสร้างอาชีพ ให้กับชุมชนชายแดนขณะเกิดวิกฤตได้ด้วยเพื่อต่อยอดอาชีพให้กับชาวบ้านทั้งในช่วงระหว่างและหลังอพยพ โดยอบรมทักษะหัตถกรรม "ดอกไม้จากชายแดน" (ลวดกำมะหยี่) และส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ (TikTok Shop) รวมถึง การสนับสนุนชุมชน โดยระดมทุนผ่านกิจกรรม "เปิดหมวก" เพื่อจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์การเรียน
ถอดบทเรียนโครงการ SAFE PLACE : จากโครงการนักศึกษาสู่โมเดลนโยบายฟื้นฟูชุมชนชายแดนอย่างยั่งยืน
ชุมชนชายแดนในประเทศไทยเปรียบเสมือนด่านหน้าที่ต้องเผชิญกับความเปราะบางหลากหลายมิติ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ท่ามกลางวิกฤตความไม่สงบ โครงการ "SAFE PLACE COLA KKU" ซึ่งริเริ่มโดยกลุ่มนักศึกษา COLA KKU ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะความพยายามในการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ทั้งในมิติทางกายภาพและจิตใจ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูชุมชนจากฐานรากอย่างแท้จริง บทความเชิงนโยบายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทเรียนความสำเร็จและข้อจำกัดของโครงการดังกล่าว ก่อนจะสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อการพัฒนาชุมชนชายแดนแห่งอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน
การทำความเข้าใจสภาพปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญอย่างลึกซึ้ง คือกุญแจสำคัญดอกแรกที่นำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
บริบทพื้นที่และความท้าทายว่าด้วย สภาพการณ์ชุมชนบ้านสายโท 4 ใต้ หลังวิกฤตความไม่สงบ
ก่อนการออกแบบนโยบายแทรกแซงใด ๆ การทำความเข้าใจบริบทเฉพาะของพื้นที่ (Context-Specific Understanding) ถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญสูงสุด ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตนาที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน จากการลงพื้นที่ศึกษา พบว่าเหตุการณ์ความไม่สงบได้ก่อให้เกิดผลกระทบที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน เปรียบเสมือนการล่มสลายของระบบที่ล้มเหลวเป็นทอด ๆ ซึ่งมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่แยกส่วนตามภารกิจปกติไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบหลักที่ชุมชนบ้านสายโท 4 ใต้ต้องเผชิญ สามารถจำแนกได้ดังนี้
(1) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การปะทะทำให้พื้นที่ทำกินโดยเฉพาะสวนยางพาราซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของครัวเรือนได้รับความเสียหาย ประชาชนไม่สามารถเข้าไปประกอบอาชีพได้ตามปกติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดรายได้และความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง
(2) ผลกระทบทางสังคมและจิตใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับสภาวะความเครียด ความวิตกกังวล และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้งกลายเป็นบาดแผลทางใจที่บั่นทอนทุนทางสังคมของชุมชน การเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจจึงกลายเป็นความต้องการเร่งด่วนอันดับแรก
(3) ผลกระทบทางการศึกษา โรงเรียนบ้านสายโท 4 ใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพียงแห่งเดียวในพื้นที่ ได้รับผลกระทบโดยตรง นักเรียนไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งโรงเรียนยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
(4) ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ปัญหาสำคัญที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือ ประชาชนจำนวนมากไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน เนื่องจากพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวน อุปสรรคเชิงโครงสร้างนี้ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐได้อย่างเต็มที่
ผลกระทบเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศ แต่ก่อตัวเป็น "วงจรแห่งความเปราะบาง" (vicious cycle of vulnerability) อย่างชัดเจน ความท้าทายเชิงโครงสร้างเรื่องเอกสารสิทธิ์ในที่ดินได้ขัดขวางการเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐโดยตรง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจของชาวบ้านในชุมชนรุนแรงขึ้น แรงกดดันทางการเงินนี้ได้จุดชนวนให้เกิดสภาวะความเครียดและวิตกกังวลทางจิตใจ ซึ่งกัดกร่อนความสามัคคีและบั่นทอนความสามารถของเด็กในการเรียนรู้ วงจรที่เชื่อมโยงกันนี้ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนย่อมล้มเหลว และจำเป็นต้องอาศัยการแทรกแซงแบบองค์รวม (Holistic Approach) ซึ่งเป็นรากฐานแนวคิดของโครงการ SAFE PLACE
การแทรกแซงเชิงนโยบายจากฐานราก: กลไกและกิจกรรมของโครงการ SAFE PLACE
โครงการ SAFE PLACE คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการขับเคลื่อนนโยบายจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up Policy) ที่ผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ที่เกื้อหนุนทั้งในเชิงกายภาพและจิตใจ โครงการนี้สะท้อนบทบาทของนักศึกษาในฐานะ "ผู้ประกอบการเชิงนโยบาย" (Policy Entrepreneur) ที่สามารถระบุช่องว่างเชิงนโยบายและสร้างต้นแบบการแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที กลไกของโครงการสามารถวิเคราะห์ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างปรัชญาและกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมได้ดังตารางด้านล่าง
ปรัชญาและแนวคิดหลัก | กิจกรรมที่เป็นรูปธรรมของงานนักศึกษา |
การเยียวยาจิตใจและการสร้างทุนทางสังคม (Mental Healing and Social Capital Building) การจัดลำดับความสำคัญของการฟื้นฟูจิตใจให้เป็นรากฐานของการพัฒนาในมิติอื่นๆ โครงการดำเนินงานบนหลักการที่ว่า ชุมชนจะไม่สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหรือสังคมได้อย่างยั่งยืน หากสมาชิกยังขาดความรู้สึกปลอดภัยและพลังใจ | จัดตั้งศูนย์บำบัดทางจิตใจ "สายใจนี้ที่สายโท" จัดกิจกรรมรับฟังปัญหาอย่างเข้าอกเข้าใจ สร้างพื้นที่ผ่อนคลายผ่านศิลปะบำบัดและกิจกรรมนันทนาการ พร้อมให้คำแนะนำในการรับมือกับสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดจากความเครียดและความไม่แน่นอน |
การพัฒนาทุนมนุษย์และเศรษฐกิจชุมชน (Human Capital and Community Economy) การประยุกต์ใช้แนวคิด "Learn to Earn" และ "ทฤษฎีทุนมนุษย์" เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ทักษะอาชีพใหม่ที่สามารถสร้างรายได้และนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว | กิจกรรมส่งเสริมอาชีพ 1. อบรมการตลาดออนไลน์ สอนทักษะการใช้แพลตฟอร์ม TikTok Shop เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าชุมชนและเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ร่วมสร้างสรรค์ "ดอกไม้จากชายแดน" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์งานฝีมือจากลวดกำมะหยี่ ให้กลายเป็นสินค้าอัตลักษณ์ใหม่ของชุมชน |
การสร้างความหวังผ่านการระดมทรัพยากร บทบาทของนักศึกษาในฐานะผู้เชื่อมโยงที่สามารถระดมทรัพยากรและความช่วยเหลือจากภายนอกเข้าสู่ชุมชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและสร้างขวัญกำลังใจ | กิจกรรมระดมทุนและสนับสนุน จัดกิจกรรม "เปิดหมวก" เพื่อระดมทุนบริจาค และนำเงินที่ได้ไปจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงอุปกรณ์การเรียนเพื่อสนับสนุนนักเรียนในโรงเรียนบ้านสายโท 4 ใต้ |
ความสำเร็จของโครงการไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่เกิดจากการบูรณาการกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างรอบด้านและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ การฟื้นฟูจิตใจช่วยสร้างพลังให้คนพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะอาชีพใหม่ และการระดมทรัพยากรจากภายนอกก็เข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ทำให้ชุมชนสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ว่าด้วย การประเมินความสำเร็จและผลตอบแทนทางสังคม
การประเมินผลนโยบายที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถวัดผลลัพธ์ (Outcome) ที่เกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้ ไม่ใช่เพียงแค่วัดผลผลิต (Output) ของกิจกรรมที่จัดขึ้น โครงการ SAFE PLACE COLA KKU ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ จากการสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่จำนวน 60 คน พบข้อมูลที่มีนัยเชิงนโยบายที่น่าสนใจ ดังนี้
ด้านสังคมและจิตใจ (73.33%) ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะตัวเลขความพึงพอใจที่สูงที่สุดในด้านนี้ ท้าทายแนวคิดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบดั้งเดิมที่มักมุ่งเน้นการเยียวยาทางเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก และยืนยันสมมติฐานหลักของโครงการที่ว่า ในบริบทหลังวิกฤตความรุนแรง การฟื้นฟูทุนทางสังคมและความมั่นคงทางใจคือ เงื่อนไขเบื้องต้น (Precondition) ที่จำเป็นที่สุดสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ด้านเศรษฐกิจ (66.67%) ผลลัพธ์ในด้านนี้สะท้อนว่ากิจกรรมการสร้างอาชีพและส่งเสริมการตลาดสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้ และตอบสนองต่อปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้านการศึกษาและความปลอดภัย (65.0%) ชี้ให้เห็นว่าโครงการสามารถเพิ่มพูนทักษะและความรู้ในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต ซึ่งเป็นการลงทุนใน "ทุนมนุษย์" ที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวิเคราะห์ผ่านกรอบ ผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment: SROI) ซึ่งเป็นกรอบการวิเคราะห์คุณค่าแบบองค์รวม พบว่าโครงการนี้ให้ผลลัพธ์จากการ "การประมาณการเบื้องต้น" ในอัตราส่วนที่ 3:1 ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในโครงการ สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนมาได้ถึง 3 บาท การตีความเชิงสังคมนี้ไม่ได้หมายถึงตัวเงินที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึง "มูลค่า" ที่การประเมินทางการเงินแบบดั้งเดิมมักมองข้ามไป เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น ความสุขและความรู้สึกปลอดภัยที่กลับคืนมา ความสามัคคีที่แน่นแฟ้นขึ้นในชุมชน และโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์เหล่านี้ยืนยันว่า SAFE PLACE COLA KKU ไม่ใช่เป็นเพียงโครงการช่วยเหลือ แต่เป็นโมเดลการลงทุนทางสังคมที่ "คุ้มค่า" และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง บทเรียนนี้จึงเป็นฐานคิดที่สำคัญในการสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในหัวข้อถัดไป
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: จากบทเรียนสู่แนวทางการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ที่ยั่งยืน
บทเรียนความสำเร็จและข้อจำกัดของโครงการ SAFE PLACE COLA KKU สามารถสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อขยายผลสู่ชุมชนชายแดนอื่นๆ ที่มีความเปราะบาง และสร้างกลไกการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ ดังนี้
1. นโยบาย "พื้นที่ปลอดภัยชุมชน" (Community Safe Place Policy)
โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ควรบรรจุแผนการจัดตั้ง "พื้นที่ปลอดภัย" ในชุมชนชายแดนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญใน แผนพัฒนาท้องถิ่น โดยสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรในการจัดกิจกรรมฟื้นฟูสภาพจิตใจ สร้างความเข้มแข็งทางสังคม และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทักษะการรับมือกับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถใช้โรงเรียนหรือศาลากลางชุมชนเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน และอาจเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจากโครงการที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
2. ส่งเสริมโมเดล "มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงชุมชน" (University-Community Mentorship Model)
โดยภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันอุดมศึกษาควรสร้างกลไกความร่วมมืออย่างเป็นทางการผ่าน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาและคณาจารย์นำองค์ความรู้และนวัตกรรมลงไปทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่เปราะบาง โดยอาจพิจารณาให้ หน่วยกิตการศึกษา สำหรับการเข้าร่วมโครงการแก่นักศึกษาหรือบุคลากรภาครัฐ เพื่อสร้างแรงจูงใจและรับประกันความต่อเนื่องของทรัพยากรและบุคลากร นอกจากนี้ควรมีการจัดตั้ง "กองทุนพัฒนานโยบายฐานรากชุมชน" เพื่อสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการลักษณะนี้โดยเฉพาะ
3. บูรณาการแนวคิด "Learn to Earn" ในระบบการศึกษาท้องถิ่น
โดยกระทรวงศึกษาธิการควรทำงานร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อพัฒนา โครงการนำร่อง ในโรงเรียนเขตชายแดน โดยออกแบบหลักสูตรทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทและทรัพยากรของชุมชน และส่งเสริมให้โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการสร้างรายได้จริง เพื่อเป็นการสร้างทักษะชีวิตและทางเลือกทางเศรษฐกิจให้แก่เยาวชนตั้งแต่ในวัยเรียน
ข้อเสนอเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนชายแดนของไทย
บทสรุป
โครงการ "SAFE PLACE COLA KKU" ได้ยืนหยัดในฐานะบทพิสูจน์และ “พิมพ์เขียว” ที่แสดงให้เห็นว่าการเรียนการสอนด้านนโยบายสาธารณะสามารถก้าวข้ามกำแพงของห้องเรียนไปสู่การสร้างผลกระทบทางสังคมที่วัดผลได้จริง โครงการนี้คือต้นแบบของ "นโยบายสาธารณะที่มีชีวิต" (Living Public Policy) ที่ไม่ได้เกิดจากบนโต๊ะทำงาน แต่เกิดจากการลงไปรับฟังเสียงของประชาชน และเกิดจากการมีส่วนร่วมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนอย่างแท้จริง
ผมรู้สึกภาคภูมิใจในตัวนักศึกษากลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง และผมอยากให้สถาบันการศึกษาด้านนโยบายสาธารณะอื่นๆ หันมาส่งเสริมรูปแบบการเรียนการสอนเชิง "นโยบายสาธารณะที่มีชีวิต" เช่นนี้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างบัณฑิตที่ไม่ได้มีเพียงความรู้ แต่มีหัวใจที่พร้อมจะรับใช้สังคม เพราะโครงการนี้ได้ยืนยันแล้วว่า พลังของคนรุ่นใหม่เมื่อผนวกกับความรู้เชิงวิชาการและความเข้าอกเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ สามารถสร้างความหวังและการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง

































Comments