top of page

ศิลาโมเดล: เปลี่ยน "โจทย์ในห้องเรียน" สู่ "ทางออกสังคม" ที่ใช้ได้จริง

Updated: Mar 28

ศิลาโมเดล : จากแสงสู่สวัสดิการพลังงานสะอาดเพื่อกลุ่มเปราะบาง

จากแนวคิดและการผลักดันของนักศึกษา COLA KKU สู่การตอบรับเชิงนโยบายเพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนในพื้นที่เทศบาลเมืองศิลา ภายใต้แนวคิด "เปลี่ยนแสงแดดเป็นสวัสดิการเพื่อกลุ่มเปราะบาง" หรือที่รู้จักในชื่อ "ศิลาโมเดล" เป็นผลจากงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการปกครอง ฯ โดยมี อ.ดร.สุริยานนท์ พลสิม เป็นที่ปรึกษา ภายใต้การสอนในรายวิชา "การมีส่วนร่วมสาธารณะและการผลักดันนโยบาย" ภาค 2 ปีการศึกษา 2568 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนการเชื่อมโยงความรู้ที่นักศึกษาได้เรียนในห้องเรียนสู่การใช้ประโยชน์ในโลกการทำงานจริงได้อย่างน่าชื่นชมตามาตรฐาน suri's standard โดยแท้

เมื่อ "บิลค่าไฟ" กลายเป็นตั๋วราคาแพงของคนจน

ในวันที่อุณหภูมิภายนอกแผดเผาจนตัวเลขความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศพุ่งทะยานทำสถิติ New Peak ที่ 34,620.4 เมกะวัตต์ ในปี 2568 สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสภาพอากาศคือวินาทีที่ "บิลค่าไฟ" ถูกหย่อนลงในตู้ไปรษณีย์ สำหรับชนชั้นกลางนี่อาจหมายถึงการตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือย แต่สำหรับ "กลุ่มเปราะบาง" (ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้พิการ) ปัญหานี้คือวิกฤตความเหลื่อมล้ำที่บีบให้พวกเขาต้องเลือกระหว่าง "ความเย็น" กับ "อิ่มท้อง" ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า กลุ่มคนเปราะบางต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 4.8 - 5.2 ของรายได้รวม ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นในฤดูร้อนบังคับให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 30-50 นำไปสู่ปัญหาการค้างชำระและการถูกงดจ่ายไฟในที่สุด ในสายตานโยบาย เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การประหยัดไฟ แต่เป็นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

ในเชิงนโยบาย โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยมีลักษณะ "ถดถอย" (Regressive) อย่างรุนแรง ซึ่งหมายความว่ายิ่งคุณรายได้น้อย สัดส่วนภาระค่าไฟต่อรายได้จะยิ่งสูงกว่าคนรวย ลองจินตนาการถึงเจ้าของโรงงานที่มองค่าไฟเป็นเพียงต้นทุนธุรกิจ 1% แต่สำหรับคุณยายที่อาศัยเบี้ยยังชีพ สัดส่วนนี้พุ่งสูงเกือบ 5.2% ของงบประมาณประทังชีวิต... ความเหลื่อมล้ำนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณา "ราคาต่อหน่วย" ในช่วงวิกฤตปี 2566 ที่เคยพุ่งสูงถึง 5.159 บาทต่อหน่วย โดยมีโครงสร้างราคาที่สะท้อนถึงอำนาจต่อรองที่ไม่เท่ากัน คือ ภาคครัวเรือน จ่ายเฉลี่ย 4.18 บาทต่อหน่วย (รับภาระสูงเนื่องจากต้นทุนการส่งจ่ายถึงบ้านและอำนาจต่อรองต่ำ) ธุรกิจขนาดเล็ก จ่ายเฉลี่ย 4.35 บาทต่อหน่วย ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ จ่ายเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม จ่ายเพียง 3.42 บาทต่อหน่วย (ต่ำที่สุดเนื่องจากรับไฟแรงดันสูงโดยตรง ช่วยลดต้นทุนระบบส่ง และมีปริมาณการใช้ที่สม่ำเสมอจนมีอำนาจต่อรองสูงในระบบ)

โซลาร์เซลล์คือ "เครื่องช่วยหายใจ" — มิติสิทธิมนุษยชนที่คาดไม่ถึง

ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงสิ่งอำนวยความสะดวก แต่สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้พิการที่ต้องพึ่งพาเครื่องผลิตออกซิเจนตลอด 24 ชั่วโมง ไฟฟ้าคือ "ลมหายใจ" การมีระบบผลิตไฟฟ้าเองพร้อมระบบกักเก็บพลังงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องรักษ์โลก แต่คือ "ระบบสำรองไฟ" ที่ป้องกันความตายจากเหตุไฟตกหรือไฟดับ

"ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กำหนดโอกาสในการรอดชีวิต การเข้าถึงพลังงานสะอาดจึงเป็นเครื่องมือรักษาสิทธิมนุษยชนที่เปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับการสงเคราะห์ ให้เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน"

การศึกษาเชิงพื้นที่และหลักฐานเชิงประจักษ์

นักศึกษากลุ่มนี้ได้เลือก เทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่นำร่อง โดยเฉพาะชุมชนบ้านหนองหิน หมู่ 8 ซึ่งมีศักยภาพโดดเด่นจากการเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ จากการสำรวจประชากร 237 คน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า อุปสรรคสำคัญคือประชาชนร้อยละ 40.51 กังวลเรื่องเงินก้อนที่ใช้ในการลงทุนติดตั้ง รวมถึงประเด็นด้านความเชื่อมมั่น กล่าวคือ ประชาชนข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 8.86 สะท้อนว่าชาวบ้านเชื่อมั่นว่าโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟได้จริงแต่ติดปัญหาที่ทุนทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ในเชิงประสิทธิภาพจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้น การติดโซลาร์เซลล์เพียง 1 แผง สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 300-350 บาทต่อเดือน


ข้อเสนอนโยบาย "ศิลาโมเดล"

เพื่อทลายกำแพงด้านงบประมาณ นักศึกษาได้เสนอโมเดลการบริหารจัดการ 3 รูปแบบ ได้แก่

  1. ศิลาแซนด์บ็อกซ์ โดยติดตั้งให้กลุ่มเปราะบางต้นแบบ 10 ครัวเรือนเพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ก่อน

  2. มาตรการร่วมทุน โดยให้เทศบาลอุดหนุนร้อยละ 70 และประชาชนสมทบร้อยละ 30

  3. กองทุนหมุนเวียนพลังงานสะอาด จัดตั้งกองทุนที่ให้ประชาชนผ่อนชำระคืนจากส่วนต่างค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ เพื่อนำเงินไปขยายผลต่อให้ครัวเรือนอื่น


กระบวนการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของนักศึกษา

ความโดดเด่นของงานชิ้นนี้คือการใช้กลยุทธ์แบบบูรณาการผ่านแคมเปญ "แดดดีไฟฟรี" ที่ประกอบด้วยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการหลักเพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของนักศึกษาให้แก่เทศบาลเมืองศิลา ดังนี้

  • Policy Brief โดยนักศึกษาจัดทำ Policy Brief นำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการที่กระชับต่อเทศบาลเมืองศิลา จนได้รับการยอมรับในหลักการและเตรียมบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาเทศบาล

  • การสร้างพันธมติร (coalition builidng) โดยนักศึกษาทำานร่วมกันกับสื่อ อย่าง Thai PBS เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับคนในสังคมและร่วมผลักดันประเด็นปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายของนักศึกษา

  • Digital Advocacy โดยนักศึกษาใช้ TikTok และ Instagram ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง โดยมียอดเข้าชมรวมกว่า 8,000 ครั้งในช่วงเวลาอันสั้น

  • On-ground Awareness โดยติดโปสเตอร์และอินโฟกราฟิกในพื้นที่สาธารณะเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่ใช้สื่อดิจิทัล

  • การลงพื้นที่ปฏิบัติจริง โดยการเข้าพบผู้กำหนดนโยบายโดยตรง เช่น นายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกฯ เมืองศิลา รวมถึงการรับฟังเสียงจากผู้ใหญ่บ้านหนองหิน


อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้นักศึกษากลุ่มนี้ถูกคัดเลือกให้ได้รับ suri standard คือ ความสามารถนในการสร้างพันธมิตรเพื่อผลักดันนโยบาย (coalition building) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนในรายวิชาที่นักศึกษาแปลงทฤษฎีสู่การปฏฺบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยสะท้อนให้เห็นจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรสำคัญของกลุ่มนักศึกษา คือ Thai PBS ในฐานะสื่อมวลชนที่สร้างการรับรู้ให้กับคนในสังคมได้เป็นวงกว้าง สร้างความน่าเชื่อถือให้กับงานของนักศึกษา และจุดประเด็นความสนใจให้กับชาวบ้านและผู้กำหนดนโยบายให้หันมาสนใจประเด็นปัญหาหรือสิ่งที่นักศึกษากลุ่มนี้ต้องการผลักดัน


ในฐานะอาจารย์ผู้สอน สิ่งที่น่าชื่นชมอีกหนึ่งเรื่องสำหรับกลุ่มนี้ นอกเหนือจากปฏิบัติการจริงในพื้นที่จนข้อเสนอเชิงนโยบายได้รับการเห็นขอบในหลักการจากเทศบาลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว.... งานของนักศึกษายังสะท้อนให้เห็นความสามารถในการนำความรู้ที่อาจารย์สอนในห้องเรียนไปใช้ประโยชน์ได้จริงในการทำงาน คือการที่นักศึกษาจัดทำ Policy Brief ได้อย่างมืออาชีพซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่างให้กับน้อง ๆ รุ่นต่อไปได้มาศึกษาเป็นแนวทางในการจัดทำ Policy Brief ได้ดีเลยทีเดียว....

Policy Brief

ข้อเสนอเชิงนโยบาย "ศิลาโมเดล" ทั้ง 3 โมเดลในรูปแบบการเขียน Policy Breif ของนักศึกษา



นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและส่งมอบ Policy Brief ต่อเทศมนตรีเมืองศิลา
นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและส่งมอบ Policy Brief ต่อเทศมนตรีเมืองศิลา

โดยสรุปแล้ว งานของนักศึกษากลุ่มนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเพื่อส่งตามภาระงานในรายวิชาเท่านั้น แต่คือแนวทางปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาในการเป็น "ผู้ผลักดันนโยบาย (policy advocate)" มืออาชีพ ที่สามารถเชื่อมโยงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้ากับนวัตกรรมท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความโดดเด่นที่ทำให้รายงานนี้ผ่านเกณฑ์ Suri Standard และเป็นต้นแบบงานที่ดี ประกอบด้วย 3 ส่วน

  • ความเป็นเลิศด้านการใช้ข้อมูล (Data Excellence) โดยนักศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ข้อมูลสนับสนุนเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Advocacy) อย่างเข้มแข็ง มีการใช้ทั้งสถิติมหภาคระดับประเทศและข้อมูลปฐมภูมิจากการลงพื้นที่สำรวจประชาชนจริงในเขตเทศบาลเมืองศิลาจำนวน 237 คน ซึ่งช่วยให้ข้อเสนอนโยบายมีน้ำหนักและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของชุมชน

  • กลยุทธ์การผลักดันและการสื่อสารนโยบาย การเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารและกลยุทธ์การผลักดันที่หลากหลายและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายถือเป็นจุดแข็งที่สุด ตั้งแต่การจัดทำ Policy Brief ที่มีความเป็นมืออาชีพเพื่อเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย ไปจนถึงการใช้ Digital Advocacy ผ่าน TikTok และ Instagram ภายใต้ชื่อ "แดดดีไฟฟรี" เพื่อสร้างกระแสการรับรู้จากภาคประชาชน หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการสร้างกลุ่มพันธมิตรเพื่อทำงานร่วมกับสื่อมวลชนอย่าง Thai PBS

  • ความมุ่งมั่นและการปฏิบัติจริงในพื้นที่ (Practical Commitment) งานของนักศึกษาแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่อง (Follow-up) การเข้าพบนายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกฯ หลายครั้งเพื่อนำเสนอและปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณตามข้อแนะนำ สะท้อนถึงจิตวิญญาณของนักบริหารรัฐกิจที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพื่อสวัสดิการสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว รายงานฉบับนี้จึงเป็นต้นแบบที่ทรงคุณค่าสำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป ในการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยน "โจทย์ในห้องเรียน" ให้กลายเป็น "ทางออกของสังคม" และสร้างรากฐานความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนจากระดับฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งงานของนักศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ไม่ใช่แค่ "ทางเลือก" ของคนรักสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความจำเป็นเชิง "กลยุทธ์ทางการคลัง" ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งภาพรวมทั่วประเทศมียอดค้างชำระค่าไฟฟ้ารวมสูงถึง 1,113 ล้านบาท (อบจ., อบต. และเทศบาล) การเปลี่ยนแสงแดดที่แผดเผาให้เป็นพลังงาน คือการตัดวงจรหนี้สาธารณะและลดภาระงบประมาณการเยียวยาในระยะยาว.... หากเราสามารถเปลี่ยนให้ทุกหลังคาเรือนของกลุ่มเปราะบางเป็นแหล่งผลิตพลังงานได้ เราจะไม่เพียงช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของเพื่อนบ้านผู้ยากไร้ แต่เรากำลังสร้างความมั่นคงที่เข้มแข็งจากฐานรากอย่างแท้จริง

ดาวน์โหลดเอกสาร

เล่มรายงาน (full report)

Policy Brief

ไฟล์นำเสนอ

ภาพการทำงานของนักศึกษาและภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง


Comments


Contact Me

สาขาวิชา Required

Thanks for submitting!

© 2035 by Suriyanon Pholsim

bottom of page