top of page

"เชียงยืนโมเดล": 3 เรื่องน่าทึ่งจากเทศบาลเล็กที่สร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่

Updated: Nov 9

ในฐานะอาจารย์ผู้ประเมินงานนักศึกษามาหลายชิ้น ผมมักพบว่าความท้าทายสำคัญของนักศึกษาคือการเชื่อมโยงทฤษฎีในตำราเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน รายงานจำนวนมากมักสรุปองค์ความรู้ได้อย่างดีเยี่ยม แต่มีเพียงไม่กี่ชิ้นที่สามารถแปลงทฤษฎีเหล่านั้นให้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์บริบทที่ซับซ้อนของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ "Suri Standard" จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นมาตรฐานวัดคุณภาพงานวิชานักศึกษาที่ไม่ใช่แค่การสรุปทฤษฎี แต่ต้องเป็นการวิจัยที่ลงลึกถึงพื้นที่จริง สามารถนำไปต่อยอดได้ และมีกระบวนการวิเคราะห์ที่เป็นระบบ วันนี้ ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่ารายงาน "การประเมินศักยภาพของพื้นที่และกลไกภาคีภิบาลของพื้นที่เทศบาลตำบลเชียงยืน" โดยกลุ่มนักศึกษาปี 3 สาขาการจัดการปกครองและกิจการสาธารณะ ภายใต้วิชาภาคีภิบาล ภาค 1/2568 ที่ผมรับผิดชอบ ได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Suri Standard นี้อย่างน่าชื่นชม

รายงานฉบับนี้มีความโดดเด่นและมีคุณภาพสูงในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์เชิงลึกด้วยเครื่องมือที่หลากหลายและเป็นระบบ เช่น STEEPI Analysis, SWOT, TOWS Matrix, AOI Framwork, และ VIRO Framework หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้รายงานฉบับนี้โดดเด่น คือ การวิเคราะห์กรณีศึกษา "โครงการธนาคารขยะเพื่อชีวิต" ที่ไม่เพียงแค่อธิบายรูปแบบโครงการ แต่ยังวิเคราะห์ลงลึกถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร แต่เกิดจากการลงพื้นที่ภาคสนามอย่างแท้จริง บทความนี้จะพาไปสำรวจ 3 บทเรียนสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเชียงยืนโมเดล ตั้งแต่วิธีที่พวกเขาเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสวัสดิการ ไปจนถึงการค้นพบว่าสินทรัพย์ที่แท้จริงของเมืองไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ "ความสามัคคี" ของผู้คน

ree
เมืองเล็ก ความคิดใหญ่

เมื่อพูดถึงการพัฒนาและนวัตกรรม เรามักนึกถึงเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและงบประมาณมหาศาล แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน อาจซ่อนอยู่ในชุมชนเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม? เรื่องราวของ "เทศบาลตำบลเชียงยืน" จังหวัดมหาสารคาม กำลังบอกเราว่านั่นคือเรื่องจริง เบื้องหลังภาพของเมืองเกษตรกรรมที่เรียบง่ายแห่งนี้ คือกรณีศึกษาที่เต็มไปด้วยบทเรียนอันน่าทึ่ง ที่ซึ่งพลังของชุมชนได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ

ree
1. จากขยะสู่เงินออมและสวัสดิการ เมื่อ 'ธนาคารขยะ' ไม่ได้แค่จัดการขยะ แต่สร้างชีวิต

ที่เชียงยืน "ธนาคารขยะ" ไม่ใช่แค่โครงการจัดการขยะ แต่เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เปลี่ยนสิ่งที่คนมองว่าไร้ค่าให้กลายเป็นรากฐานของชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้ "โครงการธนาคารขยะเพื่อชีวิต" ขยะรีไซเคิลที่ชาวบ้านคัดแยกจากครัวเรือนจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินออมในบัญชีของพวกเขาโดยตรง จนปัจจุบันโมเดลนี้ขยายผลสำเร็จไปแล้วถึง 4 กองทุนใน 5 ชุมชน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นน่าทึ่ง ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้เสริมและลดปริมาณขยะในชุมชนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้พิเศษยิ่งขึ้น คือการทำหน้าที่เป็น "กองทุนสวัสดิการฌาปนกิจ" ให้กับสมาชิก หากสมาชิกในครัวเรือนเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 2,550 บาท จากกองทุนที่สร้างขึ้นจากขยะของทุกคน

นี่คือการเปลี่ยนโครงการจัดการขยะธรรมดาให้กลายเป็น "ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม" (Social Safety Net) ระดับรากหญ้า ที่มอบหลักประกันและความอุ่นใจสุดท้ายของชีวิตซึ่งขับเคลื่อนด้วยวัสดุเหลือใช้ของชุมชนเอง โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและหลักประกันทางสังคมที่จับต้องได้สำหรับคนในชุมชน

ree
2. ดินแดนแห่งผืนนาที่ยังไม่นำพาไปสู่ความมั่งคั่ง

เทศบาลตำบลเชียงยืนเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากถึง 126,254 ไร่ หากมองเพียงผิวเผิน ที่นี่ควรจะเป็นดินแดนที่มั่งคั่งจากผลผลิตทางการเกษตร แต่ข้อมูลเชิงลึกกลับเผยให้เห็นภาพที่ซับซ้อนและน่าขบคิด แม้จะมีพื้นที่เพาะปลูกมหาศาล และมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 11,724 ครัวเรือน แต่เชียงยืนกลับยังเผชิญกับความท้าทายด้านความยากจนและรายได้ประชากรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การปลูกข้าวซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักกลับยังไม่มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก เช่น "ราคาสินค้าทางการเกษตรที่ผันผวน" ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ของเกษตรกรทั่วประเทศ บทเรียนข้อนี้ชวนให้เราฉุกคิดว่า ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนได้ หากยังขาดนวัตกรรมการแปรรูป และระบบการตลาดที่เข้มแข็งเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาด

ree
3. พลังขับเคลื่อนที่แท้จริง ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ 'ความสามัคคี' ของชุมชน

อะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการธนาคารขยะประสบความสำเร็จและทำให้ชุมชนเชียงยืนก้าวไปข้างหน้าได้? หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเชียงยืนไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัยหรือเงินทุนก้อนโต แต่เป็นสินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดและเป็นจุดแข็งอันดับหนึ่งของชุมชน นั่นคือ "ประชาชนและชุมชนมีความสามัคคี เข้มแข็ง และพร้อมให้การสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะ"

ความสามัคคีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่ถูกถักทอและหล่อเลี้ยงผ่านประเพณีวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกอย่าง "ประเพณีบุญซำฮะ" และ "ประเพณีบุญคูณลาน" ซึ่งเป็นมากกว่าพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ทำให้ผู้คนได้มารวมตัว ร่วมแรงร่วมใจ และตอกย้ำความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมนี้เองที่เป็นรากฐานของความสำเร็จในทุกโครงการ เป็นกลไกที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของและพร้อมที่จะลงมือทำเพื่อส่วนรวม

พลังทางสังคมคือสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้และลอกเลียนแบบได้ยาก มันคือสิ่งที่ทำให้เชียงยืนแตกต่าง ดังที่นายกเทศมนตรี นายชาญวิทย์ พุดบุรี ได้กล่าวไว้ว่า "....การบริหารงานของเทศบาลตำบลเชียงยืนยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น การร่วมกำหนดแนวทาง ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้ประชาชนเกิดความตระหนัก รับผิดชอบ และ มีความภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง..."

ree
"ชุมชนคือคำตอบ"

เรื่องราวของเทศบาลตำบลเชียงยืนมอบบทเรียนที่ทรงคุณค่า 3 ประการ คือ นวัตกรรมทางสังคมสามารถเปลี่ยนปัญหา (ขยะ) ให้เป็นโอกาส (สวัสดิการ) ได้, ทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันความมั่งคั่ง และท้ายที่สุด พลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของการพัฒนาที่ยั่งยืนคือความสามัคคีและความรู้สึกเป็นเจ้าของของคนในชุมชน... เชียงยืนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพลังของชุมชนสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นทองได้ คำถามคือ ชุมชนของคุณ พร้อมจะค้นหา 'ทองคำ' ที่ซ่อนอยู่แล้วหรือยัง?

นอกเหนือจากความเป็นเลิศทางวิชาการ รายงานฉบับนี้ยังได้ทำหน้าที่สำคัญในการถอดบทเรียนความสำเร็จของ "โครงการธนาคารขยะเพื่อชีวิต" ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่า ไม่เพียงแต่สำหรับเทศบาลตำบลเชียงยืนเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นต้นแบบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ นำไปปรับใช้เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่และยั่งยืนต่อไปได้ ดังนั้น ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นรายงานที่สมบูรณ์ตามหลักวิชาการ แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงห้องเรียนเข้ากับชุมชน และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษารุ่นต่อไปในการสร้างสรรค์ผลงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นและสังคมได้อย่างแท้จริง

ไฟล์เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ภาพที่เกี่ยวข้อง


Comments


Contact Me

สาขาวิชา Required

Thanks for submitting!

© 2035 by Suriyanon Pholsim

bottom of page