"เบื้องหลังบึงกาฬ" จากเสียงของชาวบ้านสู่จังหวัดใหม่ในแผนที่ประเทศไทย และบทพิสูจน์กลไกพันธมิตรนโยบาย
- Suriyanon Pholsim

- May 7
- 1 min read
Updated: May 7
งานศึกษาวิเคราะห์การผลักดันนโยบาย ส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา "การผลักดันนโยบายและการมีส่วนร่วมของประชาชน" ภาคเรียนที่ 2/2567 ของนักศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดกปกครองและกิจการสาธารณะ ซึ่งได้นำเอาทฤษฎีกลุ่มพันธมิตรเชิงนโยบาย (Advocacy Coalition Framework : ACF) มาวิเคราะห์กับปรากฎการณ์ทางการเมืองและการผลักดันนโยบายที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย คือการผลักดันการจัดตั้งจังหวัดใหม่หรือ "พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554"

Overview-ภาพรวมเนื้อหา
การเกิดขึ้นของจังหวัดบึงกาฬ เมื่อปี 2554 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มชื่อบนแผนที่ประเทศไทย แต่ยังเป็นบทเรียนสะท้อนถึงพลวัตของการผลักดันโยบายจากกลุ่มพันธมิตรเชิงนโยบาย (Policy Advocacy Coalition) กลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการจัดตั้งจังหวัดใหม่อย่างจริงจัง โดยเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ คือ ปัญหาการเข้าถึงบริการรัฐของประชาชน เนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลจากศูนย์กลางจังหวัดหนองคาย ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการดำเนินงานราชการและการพัฒนาเชิงพื้นที่
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่มันยังเป็นผลของการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่มพันธมิตรเชิงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน นักการเมือง ภาครัฐ และสื่อมวลชน ที่ต่างมีทรัพยากร ศักยภาพ และแรงจูงใจที่สอดคล้องกัน ผ่านกระบวนการผลักดันที่ใช้ทั้งกลยุทธ์เชิงนโยบาย การสื่อสาร และกลไกทางการเมืองอย่างเป็นระบบ นำมาสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปี 2553-2554 เมื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอย่างเป็นทางการ นำไปสู่การลงมติในรัฐสภาและการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 ในที่สุด
ในภาพรวม บึงกาฬกลายเป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นว่า...
การผลักดันนโยบาย (policy advocacy) ต้องอาศัยแนวร่วมของกลุ่มพันธมิตรที่มีองค์ประกอบจากหลากหลายภาคส่วน
พลังของประชาชน มีศักยภาพต่อการผลักดันนโยบายหากมีการออกแบบกลยุทธ์การผลักดันที่ดี
กลไกการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น คือผู้เล่นสำคัญในการผลักดันนโยบายระดับพื้นที่
กรณีบึงกาฬจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแผนที่ แต่คือบทเรียนของการผลักดันนโยบายที่เกิดจากความฝันของชาวบ้านสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย


การจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬในปี พ.ศ. 2554 นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญในด้านการบริหารราชการ แผ่นดินของประเทศไทย อันเป็นผลมาจากการประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ กระบวนการดำเนินการเริ่มต้นจากข้อเรียกร้องของประชาชนที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการภาครัฐอันเนื่องมาจากระยะทางที่ห่างไกลจากศูนย์ราชการจังหวัดหนองคาย การรวมตัวของภาคประชาสังคม การสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น พรรคการเมือง และหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนสื่อมวลชนที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว
การผลักดันการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของเครือข่ายพันธมิตรเชิงนโยบาย (Policy Advocacy Coalition) ประกอบด้วยกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์และเป้าประสงค์ร่วมกัน โดยแต่ละภาคส่วนมีทรัพยากรที่แตกต่างกัน ได้แก่ ภาครัฐมีอำนาจทางกฎหมายและการกำหนดนโยบาย ภาคการเมืองมีเครือข่ายและอิทธิพลทางการเมือง ภาคสื่อมวลชนมีศักยภาพในการสื่อสารและสร้างความน่าเชื่อถือ และภาคประชาชนแสดงเจตจำนงผ่านการรวมตัวและการมีส่วนร่วมทางการเมือง

กระบวนการผลักดันการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 จนประสบ ความสำเร็จในปี พ.ศ. 2554 โดยมีพรรคภูมิใจไทยซึ่งกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นเป็นกลไกหลักใน การเสนอร่างพระราชบัญญัติ ขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคกิจสังคมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันผ่านกลไกรัฐสภา นอกจากนี้ ข้าราชการในพื้นที่ยังมีส่วนสำคัญในการประสานงานและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งผลลัพธ์ของการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬนำไปสู่การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การ จัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข และการท่องเที่ยวในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จังหวัดบึงกาฬยังคงเผชิญความท้าทายใน หลายประการ อาทิ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร และการแข่งขันเชิงการพัฒนาเศรษฐกิจ ระหว่างจังหวัด นอกจากนี้ กระบวนการขับเคลื่อนนโยบาย มีอุปสรรคสำคัญหลายประการ ได้แก่ การขาดแนวร่วม สนับสนุนที่เพียงพอ ข้อจำกัดของอำนาจทางการเมืองของผู้ผลักดันนโยบาย ทิศทางนโยบายของรัฐบาลที่อาจ ไม่สอดคล้องกับการจัดตั้งจังหวัดใหม่ รวมถึงข้อกังวลด้านงบประมาณในการบริหารจัดการพื้นที่
ไฟล์รายงานผลการศึกษา
รายงาน “การผลักดันพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554” เล่มนี้ มีจุดแข็งที่น่าสนใจหลายประการ ทั้งในเชิงวิชาการ การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
1. มีการประยุกต์ใช้กรอบทฤษฎีเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม: รายงานนี้นำทฤษฎี “กลุ่มพันธมิตรเชิงนโยบาย (Advocacy Coalition Framework)” มาเป็นทฤษฎีหลักในการศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบร่วมกับทฤษฎีตัวแบบหลากกระแส (Multiple Stream Framework) แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในแนวคิดการวิเคราะห์นโยบายเชิงลึก และสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีกับกรณีศึกษาได้
2. การใช้กรณีศึกษาจริงที่มีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจง: การเลือกกรณี “จังหวัดบึงกาฬ” เป็นกรณีศึกษาหลักถือว่ามีความเฉพาะเจาะจงสูง มีความโดดเด่นทางประวัติศาสตร์การเมืองและนโยบายซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และแรงจูงใจของผู้เกี่ยวข้องในเชิงลึก ถือเป็น จุดแข็งด้านเนื้อหาและบริบท (contextual depth) และเลือกใช้บริบทหรือปรากฎการณ์ได้สอดคล้องกับทฤษฎีที่นำมาศึกษาวิเคราะห์
3. ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่หลากหลายและอ้างอิงชัดเจน: รายงานใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งเอกสารทางการ รัฐธรรมนูญ รายงานทางวิชาการ เอกสารรัฐสภา ตลอดจนบทสัมภาษณ์และมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การใช้แหล่งข้อมูลหลากหลายเช่นนี้ช่วยให้การวิเคราะห์มี มิติที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือ
4. แสดงให้เห็นถึง “พลวัตเชิงอำนาจ” และ “กลยุทธ์การผลักดันนโยบาย” อย่างเป็นรูปธรรม: โดยนักศึกษาสามารถวิเคราะห์บทบาทของนักการเมือง พรรคการเมือง ข้าราชการ และภาคประชาชนได้อย่างละเอียด พร้อมระบุเครื่องมือ กลยุทธ์ และเครือข่ายที่ใช้ในการผลักดันนโยบาย การวิเคราะห์ในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจกลไกเชิงอำนาจในระบบราชการและการเมืองไทยได้
ภาพที่เกี่ยวข้อง





















Comments